เที่ยวแก่งกระจาน เบิกบานทะเลหมอก เหย้าหยอกผีเสื้อ at พะเนินทุ่ง | เที่ยวกับโมโน


       หลังจากที่ผมได้หายหน้าหายตาไปสักพัก  เนื่องจากติดภาระกิจไม่ค่อยจะว่างมารีวิวที่ท่องเที่ยวเท่าไรนัก  วันนี้ได้ฤกษ์งามยามดีมารีวิวทริปที่ผมไปเที่ยวเพชรบุรีกันดีกว่า  โดยทริปเที่ยวเพชรบุรีของผมจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ไปเที่ยวแก่งกระจาน กับส่วนที่ไปเที่ยวหัวหิน  แต่เอาเป็นว่าผมจะเขียนส่วนที่ไปเที่ยวแก่งกระจานมาก่อน  เพราะว่าไปเที่ยวที่แก่งกระจานก่อนนั่นเอง

        สำหรับทริปนี้ผมได้รวมกลุ่มไปทริปเพชรบุรีกับเพื่อนสมัยเรียนไปเที่ยวเมืองเพชรกัน  ทำไปทำมาเหลือกันแค่ 2 คน ดังนั้นไม่ต้องตกใจนะครับว่าทำไมมันดูน้อยๆชอบกล  ตอนแรกพวกผมก็ตั้งใจว่าจะไปเที่ยวที่แก่งกระจาน 3 วัน 2 คืน แต่ก็ไม่ได้วางแผนอะไรมาละเอียดมากนัก  เอาเป็นว่าวางแผนมาหยาบๆแล้วไปลุยเอาข้างหน้าก็แล้วกัน

        โดยภาพถ่ายในทริปนี้อาจจะไม่ได้สวยงามหรือมีความละเอียดมากนักนะครับ  เนื่องจากผมใช้กล้องมือถือ เจ้า Xiaomi Redmi 3 Note (ซึ่งมือถือตัวนี้มันไม่เด่นเรื่องกล้องหลัง ถ่ายได้กลางๆ) เป็นตัวถ่ายรูปซะส่วนใหญ่  ที่จริงผมพกกล้อง Yi Action Camera ไปอีกตัว แต่ดันมีปัญหาซะงั้น เลยไม่อดถ่ายทั้งวีดีโอและภาพถ่ายให้มุมมองแนวๆ มาฝากเพื่อนกัน  แต่ยังโชคดีที่เพื่อนผมที่ไปด้วยเอากล้องคอมแพ็คฟูจิเทพตัวหนึ่งไปด้วย (จำชื่อรุ่นไม่ได้อ่ะ  รู้แต่ว่ามันถ่ายรูปออกมาโคตรสวย) กับมือถือ Sony XZ มั้งนะครับ ซึ่งก็ถ่ายรูปได้สวยไม่แพ้กันมา  มันก็จะมีทั้งรูปที่สวยมากกับสวยน้อยปนๆกันไปนะครับ


        เริ่มต้นของทริปไปเที่ยวแก่งกระจานนี้  ผมไปนัดเจอกันเพื่อนว่าไปเจอกันที่สถานีขนส่งสายใต้ใหม่นะครับ (เพราะว่าผมสองคนไม่มีใครมีรถยนต์ ดังนั้นทริปนี้เที่ยวแบบแบ็คแพ็กเกอร์แน่นอน แบกกระเป๋าแล้วนั่งรถสาธารณะออกเดินกัน  ใครที่อยากเที่ยวแบบผมก็อ่านต่อได้เลย)  นัดไปเจอกันตอนเช้าๆๆ ประมาณเจ็ดโมงได้มั้งครับ มาถึงก็หาข้าวเช้ากินก่อนเลย ซึ่งที่สายใต้ใหม่ก็มีร้านอาหารไว้บริการอยู่แล้วสบายพุงได้เลย


       เมื่อกินข้าวเช้าเสร็จ  ก็หารถตู้เพื่อเดินทางไปยังจังหวัดเพชรบุรีก่อนเลย ก็หาได้ไม่ยากอ่ะครับ  ถามวินรถตู้ดูหรือไม่ก็เดินหาไปเรื่อยๆ  พอเจอแล้วซื้อตั๋วมาโลด เปิดฉากไปที่ค่าตั๋วคนละ 100 บาทก่อนเลย


        ซื้อตั๋วรถไปเพชรบุรีได้ไม่ได้  ก็ถึงเวลาขึ้นรถตู้ได้แล้วครับ  นั่งสบายครับ  คนไม่ค่อยแน่นเท่าไร  จะนั่งไปหรือหลับไปก็แล้วแต่ใจอ่ะ  ไม่ต้องกลัวหลงครับ  เราลงป้ายสุดท้ายอยู่แล้ว  ถ้าไม่ลงเดี๋ยวพี่คนขับเขาไล่ลงเอง (แนะนำว่าให้ลงที่บิ๊กซีเพชรบุรีนะครับ เพราะรถตู้ที่ไปแก่งกระจานจะจอดรอตรงนั่น แต่ถ้าไม่ ลงที่เพชรก็ได้เหมือนกัน)  ไปเถอะ  ออกเดินทางกัน


       นั่งรถตู้ไปได้ชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงท่ารถตู้ที่เพชรบุรีแล้ว  ลงไปเข้าห้องน้ำล้างหน้าให้สดชื่นขึ้นสักหน่อย  จากนั้นก็มานั่งรอรถตู้ที่ไปแก่งกระจาน  ตั้งดูให้ดีๆนะ นานๆมาคันนึง (ถ้าลงที่บิ๊กซีเพชรบุรี รถตู้แก่งกระจานจะจอดรอนานหน่อยนะครับ เลยแนะนำให้ตอนแรกไปลงที่นั่น)  พอรถตู้มาวิ่งไปขึ้นรถตู้โลด  บอกพี่เขาว่าไปลงที่ป้ายอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานนะ  ไม่งั้นเขาไม่แวะไปให้  ตรงนี้จะเสียตังค่ารถอีกคนละ 120 บาท (มั้งนะครับ ถ้าจำไม่ผิด) แต่รอบนี้ขึ้นรถไปเหงามาก  มีคนแค่ 3 คนเอง รวมพี่คนขับด้วย


       พอออกรถไปได้สักพัก  ก็มีเซอร์ไพร์เกิดขึ้น  ฝนตกน่ะสิครับ ตกหนักด้วย  เป็นสัญญาณที่ดีมากว่าทริปนี้ต้องลุยแน่นอน  และที่สำคัญคิดว่าทริปนี้ไม่ต้องกลัวร้อนด้วย  หนาวแน่นอน  แค่จะหนาวเท่าไหนเอง


      หลังจากนั่งรถหรือนอนบนรถว่ะมาได้สักประมาณชั่วโมงครึ่งก็จะถึงแล้วสำหรับป้ายอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน  ได้เวลาลงจากรถและเดินไปที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว  ไม่ว่าจะไปทำอะไร  ผมแนะนำว่าควรต้องไปที่นั่นก่อน  พี่เจ้าหน้าที่เขาจะแนะนำที่ท่องเที่ยว การเดินทาง การซื้อบัตรผ่าน บลาๆๆๆ  สำหรับผมสองคนก็เดินงงๆเข้าไป  ก็ไม่รู้นี่นะว่าจะไปยังไงต่อ


       แต่ด้วยความโชคดีมากๆๆของพวกผมสองคน  พอดีที่คนกำลังจะเหมารถขึ้นไปที่พะเนินทุ่งอยู่พอดี  พวกผมก็เลยขอร่วมแชร์การเดินทางนี้ไปกับพวกเขาด้วย (รุ่นเดียวกันทั้งนั้น) พอรู้ว่าได้รถขึ้นเขาแล้วก็อย่าช้าที  พี่เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าต้องมาซื้อบัตรผ่านด้วย โดยมันจะมีอยู่ 2 ส่วน คือ ส่วนที่ขึ้นแค่บ้านกร่าง (โป่งผีเสื้อ) 100 บาท กับส่วนขึ้นพะเนินทุ่งอีก 30 บาท  โอเคไม่ปัญหา  จัดมาคนละชุดเลย  ส่วนเต๊นท์ที่พักไปเช่าเอาข้างบนได้  (เพิ่มเติมสำหรับเรื่องรถเหมาขึ้นเขานะครับ โดยอัตราจะอยู่ที่ถ้าเหมาแบบเช้าไปเย็นกลับ 1600 บาทหรือค้าง 1 คืนจะอยู่ที่ 2000 บาท  นั่งได้ไม่เกิน 8 คน ดังนั้นถ้าไปกันหลายคนตัวหารจะเยอะขึ้น สบายกระเป๋าตัง  ลืมบอกไปเขามีคนขับให้ด้วยนะ)  สำหรับใครที่ต้องการเช่ารถให้ติดต่อเจ้าหน้าที่ที่ศูนย์ได้เลย


       หลังจากเก็บของขึ้นรถแล้วก็เตรียมตัวออกเดินทางได้แล้วครับ  ลักษณะของรถที่ขึ้นไปยังพะเนินทุ่งจะเป็นรถลักษณะนี้เหมือนกันน่ะครับ  มั่นใจได้ว่ากันแดดกันฝนได้ระดับนึงเลย  สำหรับการเดินทางแบบลุยไปข้างหน้าก็ดีอยู่อย่าง  ว่าเราจะได้เจอกับประสบการณ์ใหม่ๆที่เรายังไม่เคยเจอมาก่อน  และที่ได้มากกว่านั้นคือมิตรภาพใหม่ระหว่างการเดินทาง


        การเดินทางตอนแรกยังมีถนนลาดยางสภาพสวยงามให้เรานั่งชมนกชมไม้  นั่งสบายๆไปตลอดสองข้างทาง   และระหว่างทางช่วงแรกยังมีหมู่บ้าน ร้านค้า และรีสอร์ทตั้งอยู่สองข้างทางด้วย


      นั่งรถไปได้สักพักนึงจะเจอจุดตรวจ  ให้เราเอาบัตรผ่านทางที่ซื้อมาจากศูนย์นักท่องเที่ยวมาให้พี่เจ้าหน้าที่เขาตรวจดู  ซึ่งการขึ้นเขาไปช่วงแรกจะเป็นการเดินทางไปยังบ้านกร่าง (โป่งผีเสื้อ) ก่อน พอตรวจเสร็จก็เดินทางต่อได้เลย


      ระหว่างทางมีซุ้มไม้อยู่ช่วงนึง  ถ้าอยากจะถ่ายรูปแนะนำว่าให้บอกพี่คนขับก่อน พี่ขับจะจอดรถให้  ซึ่งช่วงนี้ผมถ่ายมานี้ยังไม่ค่อยสวยเท่าไร  เพราะไอ้เจ้าช่วงที่สวยกะว่าจะถ่ายตอนกลับ  (แต่ตอนกลับโชคร้าย พายุเข้า  ฝนตกหนักมาก เลยไม่ได้ลงรถไปถ่ายรูปเลย)  ผมเลยเอาภาพวิวสวยประมาณนี้มาฝากเพื่อนๆก่อนก็แล้วกัน


        เมื่อนั่งรถไปถึงสุดทางลาดยาง  จะเห็นเนินที่มีหินวางเป็นคำว่า "โป่งผีเสื้อ" อยู่  นั่นหมายถึงผมเดินทางมาได้ครึ่งทางแล้ว โดยโป่งผีเสื้อจะตั้งอยู่ที่ที่เรียกว่า บ้านกร่าง ซึ่งเป็นจุดที่มีโป่งดินเค็มอยู่มาก  ทำให้ทั้งผีเสื้อ แมลงปอ ผึ้ง แมลงต่างๆมากินดินโป่งกัน  ซึ่งทำให้ตากล้องและนักท่องเที่ยวสว่นใหญ่ชอบมาถ่ายรูปกันผีเสื้อที่นี่  และอีกสาเหตุหนึ่ง คือ ถ้าจะขึ้นไปยังพะเนินทุ่งต่อ  ต้องรอเวลารอบที่ทางเจ้าหน้าที่กำหนดไว้เพื่อเดินทางต่อ  ระหว่างรอเวลา  ผมก็มาถ่ายรูปผีเสื้อเล่นดีกว่า  (สำหรับคนที่ไม่อยากไปต่อ สามารถมาเช่าเต็นท์นอนพักที่บ้านกร่างได้นะครับ  มีลานกว้างให้ตั้งเต็นท์ได้มากอยู่  หรือว่าถ้าหิวข้าว ก็มีร้านอาหารตามสั่งให้บริการอยู่เหมือนกัน)


      ระหว่างรอเวลา มาถ่ายรูปผีเสื้อเล่นดีกว่า  เห้ยแต่ดูดีๆ ผมถ่ายรูปผีเสื้อ  แต่ติดตัวอะไรมาบ้างว่ะเนี่ย  ไม่เห็นรู้จักเลย


       ตรงบริเวณที่เป็นโป่ง  จะมีผีเสื้อจำนวนมากไปกินดินโป่งอยู่  สามารถไปถ่ายแบบตะมุตะมิแบบเพื่อนของผมได้เลย  ผีเสื้อมันไม่ค่อยบินวิ่งหรอก  ถ้าไม่ทำเสียงดัง  พอถ่ายรูปกันซะใจแล้วก็เตรียมตัวออกเดินทางต่อได้เลย (ถ้าจำไม่ผิดเวลาที่ให้ขึ้นไปยังพะเนินทุ่งได้ คือ 13.00-14.00)


     สำหรับคนที่เลือกจะไปต่อเช่นผมกับเดอะแก๊งค์จะต้องเจอทางที่วิบากขึ้นเรื่อยๆ  ไม่ว่าจะเป็นทางที่ขรุขระมากขึ้น  ทางที่สูงชันขึ้น  ทางที่มีต้นไม้แผ่กิ่งก้านมาตามทาง  ถ้าไม่เกาะรถให้ดีนี่  มีคนบินตกเขาไปแน่นอนครับ  ขอเตือนไว้เลย


      บางช่วงที่นั่งรถขึ้นไป  มีธารน้ำไหลผ่าน  ซึ่งหลายคนก็จอดรถไปถ่ายรูปทั้งสายน้ำและเจ้านกตัวน้อยๆ ซึ่งบินวนอยู่แนวนั้น  ส่วนพวกผมน่ะเหรอ  ลุยต่อสิครับ  รออะไร


       หลังจากนั่งรถผ่านทางสุดหรรษาและสายฝนที่ตกลงมาแล้ว  ก็ถึงจุดหมายปลายทางที่ตั้งใจไว้ นั่นก็คือ "พะเนินทุ่ง" นั่นเอง  ขอบอกเลยถึงตอนนั้นทั้งตัวเหนียวมากจากไอฝนและเสียงท้องร้องจากความหิว  สิ่งแรกที่ผมโหยหายจะเป้นสิ่งใดไปไม่ได้  นอกจากของกิน จึงเดินไปถามพี่เจ้าหน้าอุทยานว่ามีตรงไหนขายหรือเปล่า  ซึ่งที่จุดพักตามรูปที่ผมถ่ายมาก็มีอาหารไว้บริการ  ซึ่งเป็นอาหารตามสั่งแบบง่ายๆ  ผมก็สั่งแบบง่ายๆ บอกพี่ครับ เอากะเพราหมูจานนึง  หน้าตาจะเป็นยังไงมาดูกัน


        หน้าตาของผัดกะเพราหมูก็ปกตินะครับ  แต่ที่สำคัญคือรสชาติที่ใช้ได้เลย แถมราคาก็ไม่แพง  เพียง 30 บาทเท่านั้นเอง  ผมนี่แอบตกใจนึกว่าของกินบนเขาและยังเป็นที่ท่องเที่ยวด้วย  ทำไมราคามันเหมือนทั่วไปเลย  ด้วยความหิวก็จัดผัดกะเพราให้หายไปในชั่วพริบตา


       บรรยากาศยามบ่ายแก่ๆ บนพะเนินทุ่ง  มีละอองฝนโปรยปรายออกมา  และมีบางส่วนที่ได้กางเต็นท์ไว้แล้ว  ซึ่งอย่างต่อมาหลังจากอิ่มแล้ว คือ หาที่นอน  เราสามารถไปเช่าเต็นท์นอนได้จากที่เจ้าหน้าที่นะครับ  โดยราคาของเต็นท์ขนาดเล็ก (สีเขียว นอนได้ 2 คน) จะอยู่ที่ 300 บาท ส่วนเต็นท์ใหญ่ (ลายพราง นอนได้ 3-4 คน) จะอยู่ที่ 500 บาท  พวกผมก็เช่าเต็นท์เล็กพอ  เพราะนอนแค่สองคน  และก็โชคดีอยู่อย่างว่าพี่เจ้าหน้าที่เขากางเผื่อไว้ให้แล้ว  ผมก็ไม่อยากจะโชว์ฝีมือกางเต็นท์ท่ามกลางสายฝนอ่ะ  เอาเป้นว่าพอมาที่นอนได้พอ


        หลังจากเคลียร์เรื่องที่พักได้แล้ว  ก็มีเวลาว่างไปถ่ายรูปและชมบรรยากาศของพะเนินทุ่งกันแล้ว  โดยจุดแรกที่ผมแนะนำ คือ จุดชมวิวพะเนินทุ่ง  ซึ่งเดินเลยจากที่กางเต็นท์ไปไม่ไกลก็เจอแล้ว


       เมื่อถึงเนินของพะเนินทุ่งแล้วต้องขอถ่ายป้ายพะเนินทุ่งมาสักหน่อย  มีพิกัดบอกด้วยนะว่าเท่าไร  ที่โซนนี้ในช่วงเย็นๆจะไม่ค่อยมีคนมาถ่ายรูปเท่าไร  ผมเลยแนะนำว่ามาถ่ายตอนนี้เลย  จะออกลีลาท่าทางยังไงเอาแบบจัดหนักไปเลย


        อากาศบนพะเนินทุ่งนั่นเย็นสบายมาก  ธรรมชาติสวยงาม  บอกเลยครับว่ารู้สึกหายใจคล่องมาก  ถ้าใครอยากจะมาสูดอากาศดีๆ แนะนำมาที่พะเนินทุ่งเลย  อยู่แค่เพชรบุรีเอง  เดินทางสะดวก  การขึ้นมาครั้งนี้รู้สึกผ่อนคลายสบายตัวมากจริงๆ  หรือถ้าใครเอาลูกหลานมาด้วย สามารถสอนเรื่องวัฏจักรของน้ำก็ได้  เพราะเด็กๆสามารถเห็นไอน้ำที่ระเหยออกมาจากผืนป่าค่อยๆเคลื่อนตัวขึ้นไปบนฟ้า  แล้วรวมตัวกันเป็นเมฆ  เป็นภาพอะไรที่สวยงามจริงๆๆ


       หลังจากถ่ายรูปเล่นสักพักแล้ว  ท้องฟ้าก็เริ่มมืด  ถึงเวลาที่จะต้องกลับที่พักแล้ว  สำหรับผมที่ไม่ได้แบกอุปกรณ์ทำอาหารมา (แบกเสบียงมานิดหน่อย)  สิ่งที่ต้องรีบทำคือไปสั่งข้าวกับพี่เจ้าหน้าที่ให้ทำข้าวกล่องไว้ให้  เอาไว้กินตอนเย็น ถ้าจำไม่ผิดต้องสั่งก่อนห้าโมงเย็นและอีกอย่างนึงคือน้ำดื่ม  ซื้อตุนไว้ด้วยก็ดีครับ  เผื่อหิวกระหายตอนดึกๆจะได้มีกิน

 
        พอเตรียมเรื่องของกินเสร็จ  ความมืดก็เข้าครอบงำแล้วครับ  เต็นท์พวกผมเป็นเต็นท์เช่าสีเขียวด้านซ้ายมือ  ส่วนอีกสองเต็นท์ที่เหลือมีคนมากางไว้ก่อนแล้ว  ซึ่งเต็นท์ที่ผมนอนก็ตั้งอยู่ในศาลาอีกที  สบายในเรื่องฟ้าฝนได้ระดับนึงเลย  ถ้าอยู่กลางแจ้งแล้วฝนตกหนักนี่ๆ  ไม่อยากจะพูดเลย  มีสยองแน่  ผมเคยมาแล้ว


      พอเอามาในเต็นท์จะมีชุดเครื่องนอนอยู่ ประกอบด้วยเบาะรองนอน 3 ชิ้น หมอน 2 ใบ และผ้าห่มอีก 2 ผืน  เอาเป็นว่านอนกันแบบไม่ลำบากเท่าไร  หนักว่านี้ก็เจอตอนเข้าค่ายรด.กับตอนธุดงค์สมัยที่ยังบวชมาแล้ว  แต่ที่ลำบากอยู่อย่างเดียว คือ กลิ่นที่เต็นท์ข้างๆเขาทำบาบีคิวกัน  กลิ่นนี่พาพวกผมท้องร้องเลย  อยากกินมั้ง


       พอมืดเข้า  ข้างนอกจะมืดมาก  มืดแบบจริงจังเลย  ใครที่อยู่แต่ในเมืองคงจะไม่เข้าใจ  เพราะว่ามันทั้งมืดและเงียบมาก  มีแต่เสียงสัตว์ป่าร้อง  สิ่งเดียวที่ควรเข้าเมื่อวคามมืดย่างกรายเข้ามา คือ นอนดีกว่า 555+ (เสริมนิดนึง ถ้าใครอยากจะถ่ายรูปพวกค่างบ่างชะนีหรือพวกเม่น  ลองไปซุ่มแอบถ่ายที่จุดชมวิวดูครับ  ประมาณห้าทุ่มเที่ยงคืน  เขาลือมาว่ามันชอบออกมาปุ้นเปี้ยนอยู่แถวนั้น  ส่วนเพื่อนผมที่พยายามจะตื่นมาถ่ายรูปดาวก็แห้วไป  เพราะเมฆมันเยอะมาก  ก็ไปตอนฤดูฝนนี่นะ)


        ตื่นมาแต่เช้า  อากาศดี๊ดี  ฟินเฟ่อ 555+  แต่ต้องรีบเตรียมตัวออกเดินทางไปยังจุดที่สูงกว่านี้  เห็นเขาว่าเป็นจุดชมวิวทะเลหมอกที่พะเนินทุ่งที่สวยมาก  แต่ต้องไปแต่เช้า  รอช้าอะไรล่ะครับ  ไปล้างหน้าแปรงฟัน แล้วก็ขึ้นรถดิ


        หนทางที่ขึ้นไปยังจุดชมวิวโหดยิ่งกว่าตอนมาที่พะเนินทุ่งอีก  ดูจากภาพก็แล้วกัน  อย่างเบลอ  ทางมันขรุขระมาก  สั่นไปตลอดทางเลย  แต่ก็นะ  จะไปดูของดีมันไม่มีอะไรได้มาง่ายๆหรอกหนอ


        ถึงแล้วครับจุดชมวิวที่ว่า  จะเห็นว่าหมอกลงหนักมาก  เพื่อนผมจะเตรีมอุปกรณ์ถ่ายรูปล่ะ  มีคนมารอชมทะเลหมอกโคตรเยอะ   แต่ถ้าเพื่อนๆจะตามมา  เวลาถ่ายรูประวังไว้หน่อยนะ  เดี๋ยวจะตกเขาเอา  มันชันและสูงและเสี่ยวมาก  บอกเลย


      เดินหามุมถ่ายรูปสวยๆมั้ง  พอได้ไหมครับ  รูปยอดไม้


      มาแล้วจ้า  ทะเลหมอกที่ทุกคนตั้งตารอคอย  ถ้ากล้องผมแจ่มกว่านี้นะ  ภาพคงจะสวยกว่านี้  แต่ผมว่ามาดูกับตาตัวเองเถอะ  มันสวยจริงๆ  ทะเลหมอกที่เคลื่อนไหวไปตามยอดไม้  สุดลูกหูลูกตา  เคลื่อนที่ไปตามสายลม


      พอเริ่มสายขึ้น  ทะเลหมอกก็ค่อยๆหายไป  เหลือเพียงผืนป่าที่ตั้งตระง่านคอยผลิตอากาศที่ดีให้พวกเรามาหายใจ  มาเถอะครับ  ครั้งหนึ่งในชีวิตมาสัมผัสกับธรรมชาติที่สวยงามที่ยังหลงเหลืออยู่  ก่อนที่มันจะหายไปที่เขาพะเนินทุ่ง ณ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน


      นี่ครับโฉมหน้าของลุงแก้ว  ผู้เป็นหลายอย่างมากในการเดินทางครั้งนี้  ทั้งคนขับรถ วิทยากร ไกล์นำเที่ยว  ผู้ช่วยเหลือเวลามีปัญหา  เพื่อนคุย บลาๆๆๆ เอาแค่นี้ล่ะกัน   ขอขอบคุณคุณลุงมากนะครับ


       ตอนกลับมาที่จุดตั้งเต็นท์พะเนินทุ่ง  ทางเจ้าหน้าที่จะมีข้างราดแกงมาจำหน่ายในช่วงเช้า  ใครชอบกินอะไรก็เลือกสั่งเอาตามชอบเลย  ส่วนผมนี่หิวมือสั่นเลย  รูปอย่างเบลอ


       นี่คืออาหารเช้าของผม  แกงไก่หน่อไม้กับกุนเชียงทอด  รสชาติถูกปากราคาถูกใจเหมือนเดิม  พอกินข้าวเสร็จก็เตรียมตัวเก็บข้าวของและเดินทางกลับได้ครับ Let's Go.


       ไปล่ะจ้า  ขอบคุณสำหรับสิ่งต่างๆที่ได้รับมาจากพะเนินทุ่งนะครับ  มีความสุขมากเลย  อยากจะกลับมาอีกครั้งจัง


        หลังจากที่ลงมาจากพะเนินทุ่งก็ต้องมารอเวลาลงอีกทีนึงที่บ้านกร่าง  ทำไมดูงงจังนะ  เพื่อที่จะลงไปที่ศูนย์นักท่องเที่ยวอีกทีนึง  ตอนนี้ใครอยากจะมาถ่ายรูปอีกหรือว่ามาหาข้าวกิน  หรือจะหาอะไรทำก็ตามใจเลยครับ  สำหรับเพื่อนผมน่ะเหรอ มาหาสาวๆ 555+ (ล้อเล่นนะครับ)


       นี่ครับซุ้มไม้ที่กล่าวขานกันของแก่งกระจาน  สวยมากใช่หรือเปล่าครับ  มันมีหลายช่วงมากเลย  มีช่วงนึงมันยาวมาก  รูปนี่ผมเอาของเพื่อนมา  เพราะตอนขากลับ  พายุเข้า  ฝนตกหนักมาก  นั่งสั่นเป็นเจ้าเข้าอยู่ท้ายรถกันเลยครับ  ไม่มีอารมณ์มาถ่ายรูปเลย  กลัวทั้งจะตกรถและฟ้าผ่า  แต่สนุกดีนะ  มีเรื่องเอาไปเล่าได้ต่อ


        พอลงมาถึงศุนย์นักท่องเที่ยวของอุทยาน  ผมก็ได้โทรติดต่อให้รถตู้มารับน่ะครับ  มารอบชั่วโมงละคัน  ระหว่างที่รอก็เดินถ่ายรูปเล่นกัน  เสียอย่างเดียวไม่ได้ล่องแก่ง  มากันแค่สองคน หาคนมาเพิ่มไม่ได้  คงล่องไม่คุ้ม  ไปเดินสูดอากาศที่แก่งกระจานให้คุ้มล่ะกันพอ


      จุดหนึ่งเมื่อมาแก่งกระจานแล้วจะไม่มาไม่ได้ คือ สะพานแขวน ที่ทอดยาวไปอีกฝั่งหนึ่ง  ซึ่งจะมีสแตนรูปของมาริโอ้ตั้งอยู่  นักท่องเที่ยวหลายคนชอบมาถ่ายรูปเพราะว่ามันดังมาจากหนังเรื่องอะไรสักเรื่องนี่ล่ะ  เห็นเพื่อนพูดอยู่  ผมก็ไม่รู้จะถ่ายรูปกับมาริโอ้ทำไม  ไปถ่ายคู่กับสะพานแขวนดีกว่า


      บรรยากาศกลางสะพานแขวนก็แอบเสียวเหมือนกันนะครับ  สูงใช่ครับ  แต่พอถ่ายรูปเล่นได้แปปนึง  พี่คนขับรถตู้โทรมา  พวกผมก็ต้องใช้วิชาตีนหมาวิ่งกลับไปขึ้นรถตู้ที่ศูนย์นักท่องเที่ยว  เดี๋ยวพี่เขาจะไม่รอเรา  ขี้เกียจรอรถรอบใหม่  ซึ่งพวกผมก็ขึ้นรถไปที่เพชรบุรีต่อ  แต่ขอบอกนะครับว่าการเดินทางของพวกผมสองคนยังไม่จบ   ส่วนพวกผมจะไปไหนต่อ  สามารถติดตามได้ที่ทริปเที่ยวเพชรบุรี#2 ด้วยนะครับ  ไว้เจอกัน >///<


Previous
Next Post »

1 ความคิดเห็น:

Write ความคิดเห็น
Unknown
AUTHOR
14 ธันวาคม 2560 09:33 delete ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ
avatar