วันพฤหัสบดีที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2560

[รีวิว] ทริปนั่งรถไฟไปเที่ยวภูสอยดาว แอบหนาวเพราะไปตอนหน้าฝน | เที่ยวกับโมโน

[รีวิว] ทริปนั่งรถไฟไปเที่ยวภูสอยดาว แอบหนาวเพราะไปตอนหน้าฝน | เที่ยวกับโมโน


       หลังจากที่ผมได้หายหน้าหายตาไปจากบล็อกนี้มาสักพักนึงแล้ว  ผมก็เพิ่งนึกขึ้นได้หลังจากติดฝนตกหนักขณะอยู่ที่ทำงานว่าตอนช่วงต้นเดือนกรกฏาคม  ผมและเพื่อนๆได้ไปเที่ยวภูสอยดาวกันนี่หว่า  แล้วว่าจะเอามารีวิวการไปเที่ยวตอนนั้นหลังจากลงมา  นี่ก็เพิ่งถึงขึ้นได้เลยรีบเอามาเขียนดีกว่า  เดี๋ยวจะลืมความทรงจำดีๆที่ภูสอยดาวตอนที่พวกผมไปเที่ยวกันในหน้าฝน

       สำหรับคนที่ไม่รู้จักภูสอยดาวเลย  ผมจะขออธิบายสักหน่อยก่อนที่จะรีวิวให้เพื่อนๆได้ดูกันนะครับ  โดยภูสอยดาวนั้นตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ของทั้งจังหวัดพิษณุโลกและอุตรดิตถ์  ก็ไม่ไกลจากกรุงเทพมากเกินไป  ทำให้เดินทางไปเที่ยวได้อย่างไม่ลำบากมาก  โดยจุดเด่นมีนักท่องเที่ยวชอบไปที่ภูสอยดาวมีหลายอย่างด้วยกัน  ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ได้ทั้งปีนเขา  ชมนกชมไม้ชมธรรมชาติที่แสนสวยงาม  มีน้ำตกที่สวยงามให้ได้เล่นกันด้วย  ไปถ่ายรูปเล่นที่ลานสนสามใบ/ทุ่งดอกหงอนนาคสีฟ้าสวยสดใส  ถ้าตั้งใจหน่อยยามค่ำคืนก็สามารถไปถ่ายรูปทางช้างเผือกได้เลยทีเดียว  หรือแม้กระทั่งไปหาประสบการณ์ผจญภัยไปตั้งแค้มป์กับเพื่อนๆก็สนุกไม่เบาเลยทีเดียว

      สำหรับเพื่อนๆที่สนใจทริปเที่ยวภูสอยดาวของผมขึ้นมาแล้ว  ผมก็ได้ทำคลิปสั้นๆ (ที่ไม่สั้นเท่าไร) ตอนไปตะลุยภูสอยดาวมาไว้ 4 คลิป  เพื่อเป็นทั้งการบันทึกความทรงจำและรีวิวประสบการณ์การขึ้นภูสอยดาวของผมกับเพื่อนๆไว้  ส่วนมันจะเป็นเช่นไรก็สามารถดูคลิปได้ที่ด้านล่างเลย

คลิปที่ 1 : รีวิวการเดินทางไปภูสอยดาว
https://www.youtube.com/watch?v=54YQgM2vvTM

คลิปที่ 2 : รีวิวการเดินขึ้นภูสอยดาว
https://www.youtube.com/watch?v=ji_R1gJLhro

คลิปที่ 3 : รีวิวการใช้ชีวิตและจุดถ่ายรูปบนภูสอยดาว
https://www.youtube.com/watch?v=7XzOYxZBJ3g

คลิปที่ 4 : รีวิวประสบการณ์ตอนขาลงภูสอยดาว (อย่าพลาด)
https://www.youtube.com/watch?v=XJEEORYYhM8

      สำหรับเพื่อนๆที่ไม่อยากดูวิดีโอ  ผมจะขอเล่าแบบตัวหนังสือแทนเลยล่ะกัน  อันนี้โดยเริ่มต้นที่จะไปภูสอยดาว มีเพื่อนในกลุ่มชอบเที่ยวเชิงธรรมชาติก็ได้เสนอว่าอยากลองขึ้นเขาดู  สรุปได้ว่าไปเที่ยวภูสอยดาวดีกว่า  เห็นจากรีวิวก็ดูน่าไปเที่ยวดี มีธรรมชาติสวย  ไม่ไกลมากด้วย  และอยากจะขึ้นรถไฟไปเที่ยวด้วย 555+  จากตรงนี้เพื่อนๆ จะเห็นว่าเกิดเงื่อนไขอะไรหลายอย่างเกิดขึ้น  แต่สุดท้ายทุกคนก็ได้ไปทริปนี้ตามที่ตกลงกันไว้  ส่วนผมจะเป็นคนที่เดินทางไกลที่สุด  แต่อยากไป  เลยพยายามไปให้ได้  โดยก่อนไปผมก็ได้จองตั๋วรถไฟไว้ก่อนเลยด้วยความกังวลว่าไปเที่ยวช่วงเทศกาล  กลัวตั๋วหมด เลยรีบจองตั๋วรถไฟชั้นสามของขบวน 105 ไว้  ส่วนจุดเริ่มต้นจากเดินทางจะเป็นเช่นไร ไปดูกันเลยครับ


       จากภาพแรกที่เพื่อนๆได้เห็น คงจะเห็นแล้วนะครับว่าจุดเริ่มต้นการเดินทางของผมไปยังสถานีรถไฟหัวลำโพงนั้นเกิดขึ้นในหน้าฝนแน่นอน  เห็นฝนตกหนักมากจนแทบไม่เห็นทาง  แต่ก็เห็นไฟของหัวลำโพงอยู่ไกลๆแล้ว  โกๆๆ  พร้อมออกเดินทางแล้วครับ


      พอมาถึงสถานีรถไฟหัวลำโพง  ผมได้พบกับผู้คนมากมายที่แน่นเต็มสถานีรถไฟ  เพราะคนส่วนใหญ่กำลังเดินทางกลับบ้านไปต่างจังหวัดกัน  แต่ผมขอไปเที่ยวนะ  ขอเซฟฟี่ที่หัวลำโพงกับเพื่อนร่วมเดินทางสักหน่อย (เพื่อนๆลองดูที่กระเป๋าผมหน่อย  นี่ล่ะกระเป๋าเจ้าปัญหาในอนาคต)


      พอมาถึงเวลาก็ประมาณสองทุ่มแล้ว  ข้าวเย็นก็ยังไม่ได้กินแล้ว  เลยเดินไปที่โรงอาหารว่ามีอะไรกินมั้ง  สรุปแล้วเหลืออยู่ร้านเดียว  จัดไปครับข้าวราดแกงที่หัวลำโพง  ครั้งหนึ่งในชีวิต


       หลังจากต่อคิวอยู่สักครู่  ผมได้ข้าวผัดกะเพราไก่มาในราคา 30 บาท  รสชาติพอกินได้แก้หิว  มองให้แง่ดีไว้  ว่าอย่างน้อยก็มีข้าวกิน  แล้วจัดไปหมดจานเลย


      พออิ่มท้องเข้า  ก็ต้องไปหาเสบียงเอาไว้กินระหว่างการเดินทางและตอนขึ้นภู  ในร้านสะดวกซื้อในสถานีก็มีขนม ของกิน ของใช้มากมาย  อยากกินอะไร  ของใช้อะไรขาด  หรือแม้แต่ยาสามัญประจำบ้านก็มีขาย


      หลังจากช็อปปิ้งเสร็จก็ใกล้เวลาที่รถไฟจะออกแล้ว  โดยรถไฟขบวนที่ผมจองไว้ คือ ขบวน 105 ชั้น 3 หัวลำโพง-ศิลาอาสน์  รถไฟออกเวลา 21.00 น.  ตั๋วราคา 179 บาทครับ  ตอนผมไปผมจองไว้ก่อนเลยได้ตั๋วนั่ง  แต่บางคนที่มาซื้อตั๋ววันนั้นทำใจครับได้ตั๋วยืนไป


      เมื่อถึงเวลา 21.00 น. ผมมานั่งรอเพื่อนอีกสองคนที่บนรถไฟแล้ว  แต่เพื่อนทั้งสองยังอยู่บนเอ็มอาร์ที  แอบเครียดนะ  ถึงเวลาแล้ว  เลยไปคุยกับพี่คนปล่อยรถว่าจะเลทหรือเปล่า  พี่เขาบอกว่ารอบนี้ตรงจ้า  ผมนี่แอบเซ็ง  ทุกทีนั่งรถไฟออกเลทตลอด  ตอนอยากให้เลทดันออกตรง  เศร้าใจจุง  และแล้วประตูรถไฟก็ปิด  รถไฟเริ่มเคลื่อนตัวออกจากสถานี  แต่เพื่อนทั้งสองก็ยังไม่มา


      แต่ก็มีเรื่องมหัศจรรย์เกิดขึ้น คือ อยู่ดีๆ รถไฟเกิดดับไปแปปนึง  ประมาณสัก 20 วินาที  ด้วยช่วงเวลาเพียงแค่นั้น  ผมก็ได้เพื่อนร่วมเดินทางทั้งสองของผมกลับมา  ด้วยความเร็วฝีมือ 4 x 100 เรียกได้ว่า วิ่งหน้าตั้งกันมาเลย  จนป้าที่นั่งตรงข้ามผมหัวเราะซะยกใหญ่เลย  แค่เริ่มออกเดินทางยังขนาดนี้แล้ว  ต่อไปจะมันขนาดไหน  อย่าพลาดที่จะอ่านกันต่อนะครับ


      ปล่อยให้เพื่อนได้นั่งพักสักครู่  ผมและเพื่อนก็ได้เรื่องราวเอาไว้เก็บไปเล่าว่ามาเที่ยวภูสอยดาวแล้วขึ้นรถไฟเป็นยังไง  พอเพื่อนหายเหนื่อย  ความสดใสของทุกคนก็กลับคืนมา  แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นผู้โดยสารแน่นรถไฟมาก  ตอนนี้รู้สึกได้เลยว่าสงสัยจะไม่ได้นอนแล้ว  เพราะว่ามันนอนได้ไม่ถนัดเลย  ก็นั่งตากลมชมวิวมืดๆๆต่อไปกับผู้คนเต็มรถไฟ (โดยส่นตัวแนะนำว่าให้นั่งรถทัวร์ไปดีกว่าครับ จะได้มีเวลาพักผ่อน)


      ในที่สุดก็ถึงปลายทางสถานีรถไฟพิษณุโลก ตอนประมาณตีสามครึ่ง  สรุปแล้วแทบไม่ได้นอนเลย 555+  ผมก็รีบลงรถไฟโดยไว  ที่สำคัญนะ  ก่อนลงให้ตรวจสอบกระเป๋าและของให้ดีว่าเอาลงครบถ้วนไหม  ระวังจะหลับเพลิน นั่งเลยสถานี  พอลงรถไฟเรียบร้อย  พวกผมก็ไปต่อรถแท็กซี่ที่หน้าสถานีรถไฟไปบขส.เก่าเพื่อเดินทางต่อไป (ค่าแท็กซี่ 60 บาท)


       พอมาถึงบขส.เก่า พี่แท็กซี่ก็พยายามชวนให้เหมาแท็กซี่ไปที่อุทยาน  ราคาก็ประมาณ 2000 บาท  แต่พวกผมก็ปฏิเสธไป  อยากลองนั่งรถทัวร์ไปเอง  ก็ไปนั่งรอรถทัวร์สาย นครไทย-ชาติตระการ กัน  ซึ่งรถรอบแรกจะออกประมาณตีห้า  (ผมแนะนำให้มาขึ้นรถที่บขส.เก่านะครับ  จะได้ขึ้นรถก่อน  ไปนั่งที่นั่งที่อยากนั่งนะ  เพราะคนขึ้นค่อนข้างเยอะ)  จากนั้นก็รอคนมาขายตั๋วยาวๆๆไป  (โดยส่วนตัว เจอผู้หวังดีหรือไม่หวังดีไม่รู้หลายคน ชวนให้นั่งรถไปกับเขา  แต่ดูแล้วไม่น่าไว้ใจ  เพื่อนๆก็ต้องคิดดีๆก่อนทำอะไรด้วยนะ)


      เมื่อถึงเวลาสัก 4.45 น. ก็จะมีพนักงานมาขายตั๋วไปชาติตระการ ผมก็รีบไปต่อคิวซื้อตั๋วเลย  เพราะมีคนมากมายพอควรไปต่อคิวซื้อ  รีบซื้อรีบไปจองที่นั่ง  ราคาตั๋วถ้าผมจำไม่ผิดอยู่ที่ราคา 84 บาท  ระหว่างไปซื้อตั๋วก็ได้เจอกับน้องๆที่จะภูสอยดาวเหมือนกัน  โชคดีที่ได้เพื่อนร่วมทางและเพื่อนร่วมแชร์ในอนาคต 555+


       นี่ครับรถทัวร์มาถึงแล้ว  รถสายพิษณุโลก-นครไทย คันใหญ่สีแดง ที่นั่งสบาย  เปิดแอร์เย็นฉ่ำ  เราก็เอากระเป๋าเดินทางไปใส่ไว้ใต้รถ  และก็ย้ายร่างกายอันแสนอ่อนเพลียและง่วงนอนไปนอนบนรถ (ถ้าใครนอนมาไม่พอ  บนรถนี่เหมาะมากเลย  เบาะนุ่ม แอร์เย็น เอนได้ นั่งรถยาวไปเลยครับ)


      ระหว่างการเดินทางที่แสนยาวไกลและแสนสบายนี่ (ก็สบายกว่ารถไฟล่ะ) ผมได้ตื่นขึ้นมาเป็นพักๆ เพื่อมาชมธรรมชาติที่สวยงามสองข้างทาง  เป็นภูมิทัศน์ที่แปลกตาของคนภาคกลางแบบผม  ก็ดูไปเพลินๆ ทั้งภูเขา ทั้งท้องทุ่ง หรือแม้กระทั่งวิถีชีวิตอันเงียบสงบของผู้คน


       ระหว่างการเดินทางไปชาติตระการ  พวกผมได้คุยกับพี่กระเป๋ารถทัวร์เรื่องการเหมารถต่อไปยังอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว  พี่เขาก็ให้เบอร์โทรติดต่อมา  พวกเราก็โทรไปติดต่อพี่เขามาโลดเลยให้มารับที่ท่ารถทัวร์ ก็เป็นรถตู้ตามรูปเลย ด้านหลังจัดเบาะแบบรถสองแถว  พวกผมและพวกน้องที่เจอกันที่บขส.ก็ได้จับมือหารค่ารถไปด้วยกัน (ตามนโยบายของใครก็ไม่รู้ว่า "ทางเดียวกันไปด้วยกัน")  ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 1000 บาทครับ  อย่าช้าที  ออกเดินทางต่อได้


       ขอเซฟฟี่แก๊งเที่ยวภูสอยดาวกันหน่อย  ตอนนี้ยังสดใสร่าเริงกันอยู่เลย  แต่ข้าวเช้ากับเสบียงยังไม่มีกันเลย  เดี๋ยวป้ายหน้าก็บอกพี่คนขับไปแวะที่ตลาด เพื่อหาข้าวกินสักหน่อยและเตรียมเสบียงไปทำกินกันด้านบนภูสอยดาว (ข้างบนภูต้องเตรียมของไปทำกินกันเองนะ  ไม่มีขาย แบกกันไปเองจ้า ไม่งั้นก็จ้างพี่ลูกหาบแบกขึ้นเอา)


       หลังจากนั่งรถไปได้แปปนึงก็ถึงแล้วครับตลาดสดเทศบาลตำบลป่าแดง  จุดแวะหาเสบียงของนักขึ้นภูสอยดาว  ตลาดนี้ก็เป็นตลาดเล็ก  แต่มีของครบไม่ว่าจะเป็นทั้งของสดของแห้ง  ของปรุงสำเร็จ  ร้านอาหารตามสั่ง  เซเว่นอีเลฟเว่น โลตัสเอ็กเพลส  น่าจะมีครบทุกอย่างที่เพื่อนต้องใช้เลย


        มาดูบรรยากาศในตลาดกันมั้ง  พวกเราไปหาซื้อเสบียงตุนก่อนขึ้นภู ส่วนมากเป็นอาหารพวกหมูปิ้งไก่ย่าง ผลไม้ หรือของที่กินง่ายๆ แล้วจากนั้นก็ไปสั่งข้าวกินรองท้องกันก่อนเลย


       เมื่อท้องอิ่มและเสบียงพร้อมแล้วก็ออกเดินทางต่อได้  ระหว่างทางก็เป็นที่ราบสูง  มีไร่ข้าวโพดและสวนกล้วยซะเป็นอย่างใหญ่  อากาศเย็นสบายดี  แต่โชคดีที่ฝนไม่ตก  ไม่งั้นมีเฮตอนขึ้นภูแน่นอน  โดยการเดินทางช่วงนี้ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงนะ  เวลาเพื่อนๆจะเดินทางไปต้องวางแผนให้ดีๆนะ


        มาถึงแล้วครับ อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว (Phu Soi Dao Natural Park) เมื่อมาถึงพี่เจ้าหน้าจะแนะนำให้เราไปซื้อตั๋วเข้าอุทยาน  คนละ 40 บาท แล้วมีตั๋วรถเข้าอีก 30 บาท  พอถึงตรงนี้ก็ขนของลงรถได้เลย  และเตรียมตัวขึ้นภูกันได้แล้ว


       ต่อมาสิ่งที่ต้องทำ คือ มาลงทะเบียนว่ามากันกี่คน มากี่วัน กรอกประวัติส่วนตัว  ทำงานจองเต๊นท์ที่พักและอุปกรณ์อื่นๆที่จำเป็น  ส่วนรายละเอียดดูที่รูปด้านล่างเลย


      นี่ครับรายละเอียดคราวๆของของที่ต้องใช้  แต่คนไหนที่เอามาเอง ก็ข้ามไปได้เลย  พวกผมมากันสี่คนก็เช่าเต็นท์ใหญ่ไปเลย  แล้วก็เพิ่มพวกหมอน/ผ้าห่มอะไรพวกนี้เอา  โดยส่วนตัวเต็นท์เหมาะกับมากัน 3 คน  ใครจะมายังไงวางแผนกันดีๆนะ


      ระหว่างที่เพื่อนกำลังเคลียร์ของอยู่  เราก็มาวางแผนกิจกรรมท่องเที่ยวที่ทางอุทยานเขาแนะนำไว้กัน เช่น น้ำตกภูสอยดาว ชั้น 1-5 ใช้เวลาเดิน 30 นาที  ลานสนสามใบภูสอยดาว เดิน 6.5 กิโลเมตร ใช้เวลาเดิน 4 - 6 ชั่วโมง  น้ำตกสายทิพย์ เดินจากลานสนเดินไป-กลับ 1 กม. ใช้เวลา 1 - 2 ชม.  หรือจะเดินจากลานสนไปพิชิตยอดภูสอยดาวก็เดินต่อจากลานสน ไป-กลับ 5 กม. ใช้เวลา 6 - 8 ชม.  เป็นไงครับ  จะวางแผนการท่องเที่ยวยังไงดี  อย่างน้อยที่สุดพวกผมตั้งใจว่าจะไปที่ลานสนเป็นอย่างน้อย  ลองดูกันว่าจะไปได้สักแค่ไหน


       ต่อมาก็นำของที่ต้องการจะจ้างพี่ลูกหาบแบกขึ้นไปมาชั่งเลย  ราคาค่าบริการอยู่ที่ 30 บาท ขั้นต่ำ 300 บาท ส่วนเราได้พี่คนไหนเป็นลูกหาบจำหน้าพี่เขาไว้ด้วยนะ  เดี๋ยวถึงยอดภูจะได้ไปเอาให้ถูกคน (แนะนำว่าถ้าใครไม่แข็งแรง จ้างไปให้มากๆเลย เอาที่จำเป็นต้องใช้ระหว่างทางไปพอ พวกข้าวน้ำ ยาไล่แมลง อะไรพวกนี้)


      เป็นไงครับ  ผมดูพร้อมไหม 555+  กระเป๋าเป้สองใบกับที่คาดอกติดกล้อง  ถ่ายภาพบรรยากาศ  ว่าดูกันว่าของเซ็ตนี่ของผมจะไปได้สักกี่น้ำกัน


        ออกเดินทางต่อจ้า เพื่อเดินทางไปสู่ตีนภูสอยดาว  ถ้าขึ้นไปกันเยอะก็ได้นั่งรถกระบะขึ้นไป  แต่ถ้ามากันน้อยๆก็ขึ้นรถอีแต๋นขึ้นครับ  ดูหน้าแต่ละคนนี่อย่างสดใส  ขอให้ความสดใสนี่อยู่กับทุกคนตลอดการขึ้นภูสอยดาวนะเพื่อนๆทุกคน  รวมถึงตัวผมเองด้วย


        หลังจากนั่งรถมาสักนึงก็ถึงแล้วครับทางขึ้นภูสอยดาว  มีป้ายบอกทางและมีด่านตรวจอะไรนิดหน่อย  วางแผนดีๆนะว่าจะไปไหนดี  จะไปน้ำตกภูสอยดาว ลานสนภูสอยดาว หรือจะลุยไปพิชิตยอดภูสอยดาวเลย  แต่วางไว้จะได้ไปเปล่าก็อีกเรื่องนึง


        ก่อนไปก็ต้องเซฟฟี่กับป้ายเส้นทางเดินเท้าขึ้นสู่ลานสนภูสนดาว ที่มีความยาว 6.5 ก.ม.  ขอบอกนะครับว่าหกกิโลครึ่งที่เป็นทางขึ้นเขามันจะต่างจากทางราบสักแค่ไหนกัน  เพราะ 6.5 ก.ม.ทางราบคงใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง แต่นี่ทางขึ้นภูจะใช้เวลาเท่าไรกัน (ตอนพวกผมเริ่มขึ้นภูประมาณตอนเที่ยง)


       ระหว่างทางเดินตอนช่วงแรกมีเสียงน้ำตกไหล เสียงลำธาร เสียงนกร้อง  บรรยากาศเหมาะดีจริงๆสำหรับทางเดินขึ้นภู


       พอเดินไปเรื่อยๆ ระหว่างทางก็มีทางน้ำไหลตลอดทางช่วงหนึ่ง  มีต้นไม้ปกคลุมของข้างหนาแน่น  ทำให้แดดส่องมาแล้วเราไม่ร้อน  ช่วงนี้ก็เดินไปเรื่อยๆครับ  เดินทางไปพิชิตเนินทั้ง 5 และพิชิตเส้นทางไปสู่ลานสน  เราก็เดินต่อไปเรื่อยๆครับ  เดินไปสู่เนินส่งญาติ  เนินแรกของภูสอยดาว


        เส้นทางเดินสู่เนินแรก คือ เนินส่งญาติ  ผมจะรีวิวแบบสั้นๆ โดยเส้นทางเดินไปเนินส่งญาตินี่มีระยะทางไม่มากนัก  แต่ก็มีภูมิประเทศหลากหลายมาก ทั้งป่าแบบร้อนชื้น เต็มไปด้วยต้นไม้สองข้างทาง  มีจุดให้ปีนขึ้นเขาที่สูงชัน  มีน้ำตกไหลเลียบไประหว่างทางเดิน หรือแม้กระทั่งทางเรียบที่ให้เราเดินกันแบบสบายๆ เจ้าเนินส่งญาตินี่ถือเป็นจุดลองกำลังกันเลย ให้นักปีนเขาไปอุ่นเครื่องกัน  แต่ถ้าใครไม่ไหวนี่  แนะนำให้กลับดีกว่าครับ เพราะนี่แค่น้ำจิ้มตามชื่อเนิน  ส่วนของจริงได้เจอกันข้างหน้าแน่นอน


        แอบเอาภาพระหว่างทางเดินขึ้นเนินปราบเซียนมาให้ดูหน่อยล่ะกัน  บอกเลยว่าไม่ง่ายนะจ๊ะ  ทั้งสูงทั้งชันทั้งท้าทาย  แต่ไม่สบายขอบอกเลย 555+ 


       ระหว่างทางมาที่เนินปราบเซียนจะเต็มไปด้วยป่าไผ่ที่ขึ้นมากันอย่างหนาแน่นตลอดสองข้างทาง  และเส้นทางขึ้นมาส่วนใหญ่จะเป็นทางชันมาก  จนต้องใช้ทั้งมือและเท้าค่อยดันตัวเองให้ปีนขึ้นไปเรื่อยๆ  ไม่ง่ายเลยครับมีทางชันมากกว่าทางไปเนินส่งญาติมาก  สงสัยที่มาของเนินปราบเซียนจะได้มาจากตรงนี่ล่ะ  ระยะทางไปที่เนินปราบเซียนไม่ไกลมากนัก (แต่ก็รู้สึกไกลอยู่ดี)  เนินนี้เน้นความสูงครับ  พักให้หายเหนื่อยแล้วก็ลุยต่อไปครับ


      ถัดจากเนินปราบเซียนมาก็เป็นทางเดินไปสู่เนินป่าก่อที่ผมถือว่าเป็นทางเดินที่ง่ายที่สุดแล้ว  แต่มันก็ไม่ง่ายอย่างนั้นดิ  แล้วว่าเส้นทางจะเป็นทางราบเอียง  ไม่ค่อยมีทางชัน  ต้นไม้ไม่ขึ้นรก  แล้วมันมีอะไรล่ะที่เป็นปัญหาตอนไหนเนินไรไปดูที่ข้างล่างดิ


      มาถึงเนินป่าก่อตามที่ผมได้พูดไว้ข้างบนว่าทุกอย่างมันเหมือนจะสบายไปหมด  แต่ยิ่งที่ทำให้การเดินทางไปเนินนี้มันดูยากลำบากเพราะว่ามันไกลมากกกกกก  ไกลขนาดที่ว่าขนาดเดินง่ายๆ ทำไมมันไม่ถึงสักทีนะ  อารมณ์แบบว่าเซ็งจริงๆ  แต่เหมือนหันหลังไปเห็นพี่ลูกหาบเดินกันตัวปลิว  ผมก็ไม่ยอมแพ้แน่ๆ  เดินลุยไปพร้อมๆกับพวกพี่ๆเขาเลย


วันศุกร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

รีวิวไม้เซลฟี่ Yunteng YT-1288 + รีโมท Bluetooth | โมโนแมนรีวิว

รีวิวไม้เซลฟี่ Yunteng YT-1288 + รีโมท Bluetooth | โมโนแมนรีวิว


       สวีดัด สวัสดีครับเพื่อนๆทุกคน นาย MonoManZ กลับมารีวิวของอีกครั้งนึงแล้วนะครับ  หลังจากที่หายหน้าหายตาจากการรีวิวของไปนานเลย  ก็ไม่มีของให้รีวิวนี่นะหรือว่าผมขี้เกียจเอามารีวิวเอง 555+  ซึ่งวันนี้สิ่งที่ผมจะเอามารีวิวไม่ใช่ของอะไรอื่นเลย  นั่นก็คือ ไม้เซลฟี่ (Selfie Stick) ยี่ห้อ Yunteng YT-1288 ไม่รูู้ว่าเรียกเป็นภาษาไทยว่า ยุนเต็ง หรือเปล่านะ  บางคนคงสงสัยว่าจะอีแค่ไม้เซฟฟี่ต้องเอามารีวิวอะไรกันมากมาย  แต่ผมบอกได้เลยนะครับว่าเจ้าไม้เซลฟี่ Yunteng YT-1288 เป็นไม้เซลฟี่ที่เจ๋งพอตัวเลยเมื่อเทียบกับราคาไม่ถึง 200 บาทของมัน  ส่วนว่ามันจะดีไม่ดียังไงก็ไปดูกันเลยครับ


        สำหรับเจ้าไม้เซลฟี่ Yunteng YT-1288 ตอนซื้อมาจะอยู่ในกล่องสีส้มแสดตาเลย  กล่องมันดูไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไร  ถ้าของข้างในไม่เป็นไรก็พอ  ด้านนอกกล่องจะมีรายละเอียดของไม้เซลฟี่ Yunteng YT-1288 เขียนอธิบายไว้ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน  เลือกอ่านได้ตามถนัดเลย  โดยคุณสมบัติหลัก มีดังนี้
      - ช่วยในการถ่ายรูป (ก็แน่นะดิ)
      - ช่วยให้ไม่ต้องรบกวนคนแปลกหน้ามาถ่ายรูปให้ (ก็มันเป็นไม้เซลฟี่นี่ ก็ช่วยตัวเองเอา)
      - ช่วยให้ถ่ายรูปในมุมที่ดีขึ้น
      - มีตัวยึดสมาร์ทโฟน
      - มีการออกแบบที่แข็งแรง
      - มีความยาว 425 - 1250 มิลลิเมตร (เอาง่ายๆ คือ ยืดได้เมตรกว่าๆ) และมีน้ำหนัก 235 กรัม

      อันนี้เป็นคุณสมบัติที่ข้างกล่องมันเขียนไว้  ส่วนการใช้จริงจะเป็นอย่างไร ก็ต้องมาลองกัน


       มาดูที่ความแข็งแรงของไม้เซลฟี่ Yunteng YT-1288 กันก่อนเลยนะครับ  ผมก็รู้สึกว่าตัวไม้เซลฟี่มีความแข็งแรงดีนะ  ไม่โยกเยก   สามารถเอากล้องมิลเลอร์เลสหรือกล้องดีเอสเเอลอาร์มาติดที่ปลายไม้ได้เลย  ด้านจับก็จับถนัดมือดี  มีการทำเป็นลายๆไว้กันลื่นด้วย  ส่วนที่ปลายไม้มีหัวไว้สำหรับต่อกล้องหรือตัวจับมือถือ (ซึ่งมีแถมมา) และยังสามารถปรับให้หมุนซ้ายขวาหรือหมุนขึ้นลงได้  และตัวล็อกที่หมุนก็ทำได้แข็งแรงพอสมควร


      ตัวไม้เซลฟี่ Yunteng YT-1288 สามารถยืดได้ 3 ระดับใหญ่ๆ โดยช่วงที่สั้นสุดอยู่ที่ 42.5 ซม. (แอบยาวอยู่นะ บางทีทำให้ใส่ลงไปในกระเป๋าได้ลำบาก ยาวเกิน)  ส่วนเมื่อยืดให้ยาวสุดอยู่ที่ 1.25 เมตร ซึ่งยาวมาก  เซลฟี่เก็บมุมกว้างๆ ได้สบายเลย  และเมื่อล็อกตัวล็อกตอนยาวที่สุด  ไม้เซลฟี่ไม่โยกเยกเท่าไรเลย  ทำให้มั่นใจได้ว่าไม้มีความแข็งแรงมั่นคงพอ  ไม่ต้องกลัวว่าจะทำให้มือถือตก  ดูจากรูปดิครับ  ไม้โคตรยาวเลย  แต่แอบงอๆไปหน่อยนะ


       ส่วนอีกตรงนึงที่ผมชอบ คือ ที่ปลายไม้อีกด้วยที่รูไว้ต่อกับขาตั้งกล้องหรือไม้เซลฟี่อีกอันก็ยังได้  ตอนที่ผมเอาไปเที่ยวเพื่อนเอาไปต่อการขาตั้งกล้อง  เลยกลายเป็นว่าได้ไม้เซลฟี่แบบโคตรยาวเลย  สองเมตรกว่าๆไปเลย  เพื่อนๆก็เอาไปลองได้นะ


      อย่างต่อมาที่ผมชอบในเจ้าไม้เซลฟี่ Yunteng YT-1288 นั่นคือ  ด้านหน้าของไม้จะมีแผ่นสะท้อนรูปภาพอยู่ครับ  ถึงแม้มันจะเป็นแผ่นเล็กๆก็ช่วยได้เยอะนะครับ  เวลาไปเซลฟี่ด้วยกล้องแอ็คชั่น  เพราะว่ากล้องพวกนี้มันไม่มีจอด้านหน้าแบบมือถือที่เวลาเซลฟี่จะเห็นว่ารูปจะเป็นแบบไหน  เอาเข้าจริงๆ ส่วนนี้มันก็ดีสำหรับแค่บางคนน่ะครับ  บางคนให้มือถือเซลฟี่ก็อาจจะเฉยๆ  แต่ผมชอบเอาเจ้า Yi Action Camera มาเซลฟี่หรือถ่าย Vlog มันก็มีประโยชน์มากเลย  เพื่อนๆก็เก็บไปคิดดูนะ


       นี่ครับไม้เด็ดอย่างสุดท้ายของเจ้า Yunteng YT-1288 ครับ ซึ่งก็คือ รีโมท Bluetooth ที่ติดอยู่ในไม้เซลฟี่หรือจะเอาเอามาใช้ก็ได้ตามถนัดเลย  ถามว่าทำไมมันถึงดีที่มีบลูทูธ  ก็เพราะว่ามือถือหลายๆรุ่นมันยังไม่มีฟังก์ชั่นพวก Hand Free Selfie ทำให้เวลาจะกดถ่ายรูปกับไม้เซลฟี่  มันก็ต้องมีอะไรช่วย ซึ่ง Bluetooth เป็นตัวเลือกที่ดีเสมอมาเลยสำหรับการกดชัตเตอร์ให้กับมือถือ  โดยเจ้ารีโมทอันนี้ก็ใช้ไม่ยากครับ มีแค่ 3 ปุ่มแค่นั้นเอง คือ ปุ่มกดชัตเตอร์ ปุ่มซูมเข้า และปุ่มซูมออกเท่านั้น  และด้านข้างรีโมทก็มีปุ่มเปิด-ปิดแค่นั้นเอง


       ส่วนวิธีการใช้งานรีโมทของเจ้าไม้เซลฟี่ Yunteng YT-1288 นั้นก็ไม่ยากเลย  เพียงแค่เพื่อนๆ ไปเปิดรีโมทที่ปุ่มด้านข้างก่อน จากนั้นรีโมทจะมีไฟสีน้ำเงินกะพริบ  จากนั้นให้เพื่อนๆไปเปิด Bluetooth ที่มือถือ และกดเชื่อมต่อไปที่อุปกรณ์ที่ชื่อว่า Yunteng ตามรูปด้านล่างเลย


      แล้วรอให้มันขึ้นว่า Connected แสดงว่ามันพร้อมให้เพื่อนๆไปถ่ายเซลฟี่แล้ว  เป็นไงล่ะครับ  ง่ายอะไรจะขนาดนี้  ใช้เวลาไม่ถึง 10 วินาที  ก็พร้อมใช้งานเจ้า Yunteng YT-1288 แล้ว  ที่เหลือก็ให้เพื่อนๆ ออกไปโลดแล่นถ่ายรูปกับเจ้าเซลฟี่ Yunteng YT-1288 ในที่ที่อยากไปแล้ว

ตัวอย่างรูปที่ถ่ายด้วยไม้เซลฟี่ Yunteng YT-1288




วันพฤหัสบดีที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ลองทำทอดมันหมูใบกะเพรากรอบ | เด็กหอเข้าครัว

ลองทำทอดมันหมูใบกะเพรากรอบ | เด็กหอเข้าครัว


        เย้ๆๆ  กลับมาเจอกันอีกครั้งแล้วนะครับกับผมใน "เด็กหอเข้าครัว" กับเมนูที่จะมานำเสนอในบทความนี้ ซึ่งผมถือว่าเป็นเมนูที่ง่ายที่สุดและน่าจะถูกปากใครหลายคนด้วย  นั่นก็คือ เมนู "ทอดมันหมูใบกะเพรากรอบ"  ที่วิธีทำและการเตรียมเครื่องปรุงและส่วนผสมนั้นง่ายมากๆๆๆๆ  ใครอยากจะลองทำเอาไปอวดเพื่อนๆพี่ๆน้องๆแฟนๆ ดูก็น่าลองนะ  เอาล่ะไปดูวิธีการทำที่คลิปด้านล่างกันเลย




     สำหรับอย่างแรกของขั้นตอนการทำคือการเตรียมส่วนผสมต่างๆ นั่นเอง ซึ่งเมนูทอดมันหมูใบกะเพรากรอบมีแค่ 4 อย่างเท่านั้นเลย  ง่ายป่ะล่ะ  เพียงแค่เตรียม
1.เนื้อหมูบด
2.พริกแกงเผ็ด
3.ใบกะเพราสับ
4.น้ำมันพืช
แค่นั้นเอง


วิธีทำทอดมันหมูใบกะเพรากรอบ

1.นำหมูบดกับคลุกกับน้ำพริกแกงเผ็ดในเข้ากัน แล้วทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที

2.นำใบกะเพราสับใส่เข้าไปคลุกเพิ่มเติม   แล้วคลุกให้เป็นเนื้อเดียวกัน

3.ใส่แป้งทอดกรอบลงไปเพิ่ม  ค่อยๆใส่ทีละน้อยๆ  ค่อยๆคลุกกับหมูจนเป็นเนื้อเดียวกัน  (ชอบกรอบมากก็ใส่มาก  แต่ถ้าชอบแบบเหนียวๆ ให้ใส่แป้งมันหรือแป้งข้าวโพดแทนนะครับ)
 

4.ตั้งกระทะให้ร้อน และใส่น้ำมันพืช   ตักหมูที่เตรียมไว้แบบแผ่นพอดีๆ  และนำไปทอดให้สุกและกรอบน่ากิน

      สุดท้ายก็จะได้ทอดมันหมูใบกะเพรากรอบสไตล์เด็กหอเข้าครัวมากินเล่นหรือจะกินจริงจังก็ได้ตามชอบ  ซึ่งมันทำได้ง่ายมาก  เพียงแค่คลุกๆทอดๆก็ได้เมนูอาหารที่ง่ายและไม่ซ้ำใครมากินแล้ว  ถ้าเพื่อนๆ อยากให้ผมลองทำเมนูอาหารอะไรสไตล์ง่ายๆ แบบนี้อีกก็สามารถคอมเม้นต์ไว้ใต้โพสนี้ได้เลย  ส่วนตอนนี้ผมหนีไปกินทอดมันก่อนดีกว่า  ไปล่ะครับ   บ้ายบาย